about-us-1-mobile.png

ห้างใบชาอุ้ยปอกี่ เปิดดำเนินกิจการมาแล้วกว่า 80 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2480 จุดเริ่มของธุรกิจนี้เกิดจาก คุณปู่ นายเซ็ง แซ่อุ่ย ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ได้อพยพหนีภัยสงครามตามคุณทวดเข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทย ตอนที่มาใหม่ๆ ก็รับจ้างทำงานอยู่ตามโรงงานทำพวกยาสูบ เป็นงานใช้แรงงานทั่วไป ทำๆไปก็หาทางขยับขยายทดลองทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งได้สังเกตเห็นว่าคนในเยาวราชดื่มชากันแทบทุกบ้าน เลยได้ไอเดียว่า ถ้าขายใบชาก็คงไม่เลวก็ เลยมีความคิดอยากจะทำ เมื่อคิดจะทำก็ได้ไปพูดคุยกับเพื่อนฝูงและปรึกษาผู้ใหญ่ที่เคารพ ทุกคนต่างพูดตรงกันว่าอย่าทำเลยเพราะคงทำไม่รอดหรอก ในตลาดมันมีเจ้าใหญ่อยู่เยอะ อย่าหาเรื่องใส่ตัว ทำงานรับจ้างอย่างเดิมก็ดีอยู่แล้ว คุณปู่ฟังแล้วก็ยิ่งเกิดความฮึกเหิม ด้วยความที่เป็นคนพากเพียรพยายามและขยัน คุณปู่จึงได้นำเงินเก็บทั้งหมดมาลงทุนทำธุรกิจชา เพื่อหวังจะลบคำสบประมาทให้ได้ ตอนแรกที่เริ่มทำธุรกิจนี้ คุณปู่ก็ใช้วิธีไปโป๊ววัตถุดิบจากร้านชามาเป็นลัง ก่อนจะมานั่งห่อใบชาเป็นห่อย่อยๆใส่หีบ แล้วจึงค่อยบรรทุกใส่หลังจักรยานถีบไปตระเวนขาย

สมัยนั้นผู้คนไม่พลุกพล่าน ชุมชนแต่ละแห่งก็อยู่ห่างไกลกันมาก คุณปู่จึงต้องถีบรถไกลมากเพื่อที่จะไปหาลูกค้า เพราะที่ใกล้ๆในเขตเมืองเขาก็มีเจ้าที่ค้าขายกันประจำอยู่แล้ว คุณปู่จึงจำเป็นต้องถีบจักรยานออกไปไกลถึงชานเมืองและทำแบบนี้ทุกๆวัน จากเร่ขายเองก็เห็นว่าน่าจะลองเอาไปฝากร้านขายของชำขายดู ทีแรกที่เอาเข้าไปเสนอเขาก็ว่าอย่าวางเลย ขายไม่ออกหรอก คุณปู่จึงอ้อนวอนว่าขอให้ลองชงดื่มดูก่อนว่าของเราก็คุณภาพดีนะ ถ้าได้วางแล้วต้องขายได้แน่ๆ พูดไม่พูดเปล่า คุณปู่ยังได้ขอยืมครัวเพื่อจุดเตาต้มน้ำมาชงชาให้เถ้าแก่ร้านชำดื่มทุกๆร้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่าชาที่นำมาฝากขายนี้มีรสชาติที่ไม่เลวเลย ซึ่งกลายเป็นว่าลูกค้าคนแรกๆของร้านก็มักจะเป็นเจ้าของร้านนั้นนั่นเอง ด้วยความอัธยาศัยดีของคุณปู่ เจ้าของร้านโชห่วยส่วนใหญ่จึงอนุญาตให้ฝากขายและยังช่วยโฆษณาไปด้วย คุณปู่จึงใช้วิธีฝากขายแบบนี้เป็นโมเดลในการหาลูกค้ารายต่อๆไป พอทุกอาทิตย์หรือทุกเดือนก็จะถีบรถแวะเวียนไปดูสินค้าว่าขายได้บ้างหรือเปล่า เมื่อขายได้กี่ชิ้น ก็จะขอเก็บเงินและแบ่งค่านายหน้าหรือค่าฝากขายให้ร้านค้า พร้อมทั้งเติมสินค้าลงไปในปี๊บกระจกที่ใช้สำหรับเรียงใบชาให้เต็ม เพื่อให้มีสินค้าพร้อมขายอยู่เสมอ

ธุรกิจก็ดำเนินเป็นแบบนี้เรื่อยมาจนกระทั่งคุณปู่เก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง จึงคิดว่าน่าจะต้องหาชาจากแหล่งต้นกำเนิดมาผลิตและจำหน่ายเอง เพื่อลดต้นทุนและคุมคุณภาพให้ได้ตามแบบที่ต้องการ จึงได้ทำการติดต่อและสั่งใบชาเข้ามาปิ้งและผสมเองจากประเทศจีนและไต้หวัน สร้างเป็นรุ่นเป็นเบอร์ ชาสามม้าจึงมีจุดเริ่มต้นขึ้นมาในลักษณะนี้นี่เอง

กิจการของสามม้าก็ดำเนินไปด้วยความทุ่มเทของคุณปู่ และคุณภาพของชาที่ได้รับความนิยมกันมากขึ้นในสมัยนั้น ชาสามม้าในสมัยก่อนจะไม่เหมือนกับชาในตอนนี้ สมัยแรกๆทางร้านจะมีใบชาเพื่อจำหน่ายเพียงไม่กี่ตัว ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นชาสุ่ยเซียนที่ถูกตั้งใจทำขึ้นมาให้มีความเข้มสูงจากการย่างไฟแก่ แตกต่างจากชาในสมัยปัจจุบันมาก นั่นเป็นเพราะว่า คนสมัยก่อนสูบฝิ่นสูบยากันมาก ควันฝิ่นยางฝิ่นนั้นเข้าไปรมลิ้นรมคอของผู้สูบจนเหนียวไปหมด เคลือบคลุมอวัยวะและทำลายประสาทสัมผัสโดยเฉพาะต่อมรับรสในปากไปเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากจะเลือกดื่มชาสักถ้วย น้ำชานั้นจะต้องมีรสชาติที่เข้มสักหน่อย เพื่อให้ลิ้นและจมูกที่บกพร่องด้วยฤทธิ์ยาฝิ่นหรือยาสูบนั้นรับรู้ได้ถึงรสและกลิ่นของน้ำชา สามม้าจึงทำชาที่เข้มชนิดเข้มมากๆ ออกมาเพื่อจับตลาดชาในตอนนั้น และขายดีขึ้นมาก จนได้ชื่อว่าเป็นร้านชาที่เป็นใบชารสแรงเข้มหอมเข้มในราคาย่อมเยาว์ กิจการก็ยิ่งเจริญก้าวหน้าขึ้น จนขยับขึ้นมาทัดเทียมกับห้างชาแถวหน้าห้างอื่นๆในย่านเยาวราช

เมื่อกิจการเดินไปได้ด้วยดีมาระยะหนึ่ง คุณปู่จึงคิดว่าน่าจะต้องทำการโฆษณาบ้าง เพื่อสร้างการรับรู้ในวงที่กว้างขึ้นกว่าในละแวกเยาวราช จึงได้ไปติดต่อขอออกร้านใน “งานแสดงสินค้านานาชาติครั้งที่ 1” ในปี พ.ศ. 2506 ที่สวนลุมพินี ในงานนี้ก็จะมีนางงามที่ส่งประกวดโดยห้างร้านต่างๆ ร้านชาและร้านทองแต่ละร้านก็จะมีการส่งคนเข้าประกวด นอกจากนั้นแล้วยังมีการออกร้านขายของ ห้างใบชาสามม้าก็ไปเปิดบู้ทขายของในงานด้วย ในครั้งนั้นคุณปู่ใช้วิธีเพิ่มยอดขายโดยการแถมของ โดยโฆษณาไปว่า "ซื้อชาแถมกะละมัง" พอคนได้ยินดังนั้นจึงกรูเข้ามาออกันเต็มหน้าร้าน ปรากฏว่าที่คุณปู่บอกว่าซื้อชาแถมกะละมังนั้นก็คือ จอกชาสีขาว นั่นเอง การซื้อใบชาแถมจอกชาดูสมเหตุสมผลดี ในงานนั้นจึงสามารถสร้างยอดขายได้อย่างถล่มทลายเป็นประวัติศาสตร์ของทางห้าง จนต้องเปิดทำงานล่วงเวลาจนถึง 4 ทุ่มทุกวัน และงานนี้เองที่ได้แจ้งเกิดและทำให้ชื่อเสียงของชาสามม้ากระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น กิจการก็ขายดิบขายดียิ่งๆขึ้นไปอีก

คนในสมัยรุ่นคุณปู่ซึ่งเป็นยุคบุกเบิกจะขยันมาก ตื่นแต่เช้าลงมาดูแลความเรียบร้อยหน้าร้าน นอนดึกดื่นเพราะนั่งทำบัญชีทุกวัน คุณปู่จะคอยพร่ำสอนลูกน้องและลูกๆ ให้ความรู้เรื่องชาพร้อมทั้งสอนให้ทุกคนขยันและอดทน แนวคิดนี้เองที่เป็นแนวทางที่ถือปฏิบัติมาจนปัจจุบัน

ในช่วงยุคที่สอง จึงได้รุ่นคุณพ่อเข้ามาสืบทอดกิจการ แต่คุณปู่ก็ยังคงช่วยดูแลอยู่ไม่ห่าง ในยุคนี้สามม้าเน้นการขยายสู่ตลาดต่างจังหวัดโดยตรงมากขึ้น โดยได้พยายามหาร้านโชห่วยมารับชาไปจำหน่ายต่อ ซึ่งก็ทำให้แบรนด์สินค้าสามารถลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน ในยุคที่สองนี้เองเป็นยุคที่ประเทศไทยเกิดแนวคิดในการทำแหล่งเลือกซื้อสินค้าใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งตลาดค้าปลีกและค้าส่ง หนึ่งในนั้นก็คือ การเกิดขึ้นของ "ห้างสรรพสินค้า" ซึ่งเป็นสถานที่ที่ต้องมีสินค้าทุกๆอย่างจำหน่าย ทางห้างฯเองจึงพยายามเสาะหาตัวแทนจากสินค้าทุกชนิด เพื่อเจรจาให้นำสินค้ามาลงชั้นจัดจำหน่าย ในครั้งนี้ “ชาสามม้า” ก็เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเลือกให้เข้าไปขายในห้างฯด้วย จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้านขนานใหญ่ของต้วสามม้าเองด้วย จากห้างใบชาที่เน้นขายในเยาวราช เป็นขายต่างจังหวัด และเป็น "ชาขึ้นห้าง" ในที่สุด

หลังจากนั้นมาชาสามม้าเอง ก็ได้พยายามพัฒนาตัวเอง ศึกษาตลาด เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนของสินค้าให้มีความหลากหลายขึ้น ยุคฝิ่นซึ่งเป็นของผิดกฎหมายได้ผ่านไปแล้ว ผู้คนไม่สูบฝิ่นกันอีก ชาที่ผลิตออกมาสู่ท้องตลาดก็ต้องทำให้รสชาติอ่อนลงตามความชอบของผู้บริโภค

มาถึงรุ่นปัจจุบัน จากห้างใบชาอุ้ยปอกี่ ก็กลายมาเป็น บ. ใบชาสามม้า จ.ก. ทางผู้บริหารเองก็ยังคงดำเนินธุรกิจ โดยยึดนโยบายที่สืบทอดต่อๆกันมาจากรุ่นบรรพบุรุษ โดยจะเน้นหนักในเรื่องของ การควบคุมคุณภาพของทั้งวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ชาที่ถูกผลิตออกมา โดยจะต้องอยู่บนพื้นฐานราคาย่อมเยาว์ที่ลูกค้าและบริษัทฯมีความสุขร่วมกัน

ชาของสามม้านั้นจะเป็นชาที่ถูกควบคุมคุณภาพ โดยการผสมชาขึ้นมาให้ได้รสชาติเหมือนเดิมในทุกๆล็อตที่ผลิตขึ้นใหม่ เนื่องจากใบชาเป็นสินค้าที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของอุณหภูมิของสภาพแวดล้อม ใบชาจะสูญเสียความหอมหรือรสชาติไปเมื่อถูกทิ้งไว้ให้โดนอากาศโดยไม่มีการป้องกัน สามม้าจึงต้องนำชามาผสมและสร้างขึ้นเป็นสูตรของตัวเอง เพื่อที่ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อกี่ครั้ง ซื้อที่ไหน และซื้อเมื่อไหร่ รสชาติของใบชาก็จะต้องมีความเสมอต้นเสมอปลายทุกห่อ นี่เป็นคำมั่นสัญญาที่สามม้าให้ไว้กับผู้รักชาทุกๆท่าน

ใบชาสามม้ายังคงเบอร์ต่าง ๆ ที่ถูกคิดสูตรปรุงขึ้นจากสองรุ่นก่อน และเพิ่มเติมชาสูตรใหม่ ๆ อีกทั้งยังเกิดชาเกรดพรีเมี่ยมขึ้นมาหลายชนิด แต่ก็ยังยึดรากฐานการบริหารดุจเดิมคือ ความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และกล้ารับประกันสินค้าทุกห่อ ทุกซอง และทุกกระป๋อง

ทางบริษัทฯยืนยันนโยบาย “รับประกันสินค้า 100%” โดยทางบริษัทฯยินดีจะคืนเงินหรือเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่ ถ้าหากลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ของทางบริษัทฯไปแล้ว ไม่พอใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งยินดีต้อนรับลูกค้าทุกท่าน ให้สามารถแวะเข้ามาที่ร้านเพื่อชิมชาทุกชนิดก่อนซื้อ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ได้ซื้อใบชาตัวที่ท่านมีความพอใจจริงๆ ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องซื้อ หากสินค้าที่ดื่มแล้วไม่เป็นที่พอใจ